น้ำพริกมะขามสดผัดใส่หมู

น้ำพริกมะขามสดผัด (ใส่หมู)มะขามนับว่าเป็นพืชที่มีประโยชน์ครอบคลุมตั้งแต่ราก เปลือกต้น ใบสด ดอก เนื้อมะขาม ฝักดิบ ฝักสุกเปลือกฝัก ลงไปถึงเมล็ดเลยทีเดียว ด้วยคุณประโยชน์มากมาย มะขามจึงเป็นสมุนไพรไทย ที่คนไทยใช้ภูมิปัญญานำมาดัด แปลงเป็นอาหารหลากหลายชนิด เพื่อรักษาโรคภัย อาหารยอดนิยมอันดับต้นๆ ที่ทำจากมะขามก็คือ “น้ำพริกมะขาม” การปรุงน้ำพริกมะขามนั้นมีเครื่องปรุงที่ไม่ยุ่งยาก บางสูตรจะมีการใส่หมูสับลงไปด้วย น้ำพริกมะขามนิยมกินควบคู่กับผักสดนานาชนิด จึงให้ประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างยิ่



คุณค่าอาหารทางโภชนาการ
        น้ำพริกมะขาม เป็นอาหารที่มีคุณสมบัติที่ดีในด้านโภชนาการ เพราะว่า เป็นน้ำพริกที่มีเนื้อสัตว์เข้าไปปรุงผสมอยู่ด้วย ก็คือ บางท่านอาจนิยมใส่หมูสับ บางท่านอาจนิยมใส่กุ้งสับ น้ำพริกมะขามชื่อก็บอกว่าส่วนประกอบหลังแน่นอนต้องเป็นมะขาม แต่มะขามที่ใช้ในน้ำพริกมะขาม ต้องเป็นมะขามอ่อน มะขามอ่อนจะมีรสชาติเปรี้ยวมาก เมื่อทำเป็นเครื่องจิ้ม เราไม่ต้องเติมมะนาวหรือสิ่งที่ให้ความเปรี้ยวอย่างอื่นลงไป นอกจากนี้ มะขามเป็นพืชที่มีประโยชน์จริงๆ ในสมัยโบราณ ใช้มะขามเป็นยาระบายอย่างหนึ่ง เพราะว่าเมื่อรับประทานเข้าไปจะช่วยในเรื่องของขับถ่าย เพราะฉะนั้นก็อย่ารับประทานมากเกินไป และเมื่อนำมะขามอ่อนมาทำเป็นอาหาร ก็ยังคงมีฤทธิ์ของการเป็นยาระบายอยู่ เพราะเวลาทำก็ไม่ใช้มะขามมากนัก ตัวมะขามเองมีวิตามินซีสูงมาก นอกจากนั้นยังมีกรดผลไม้บางชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เมื่อรับประทานร่วมกับผักสด อาจจะมีผักบางชนิดพิเศษ เช่น ขมิ้นขาว ก็เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง ที่ช่วยในเรื่องของระบบขับถ่าย ขับลม แล้ว เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าอาหารไทยประเภทเครื่องจิ้ม จะช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย สบายท้อง เมื่อรับประทานอิ่ม ขนาดที่อิ่มนั้น พลังงานที่ได้ก็ไม่ได้มากมาย เพราะว่าเราจะได้ในรูปของ ผักสมุนไพรซึ่งให้พลังงานต่ำ แต่ให้วิตามิน แร่ธาตุ และก็ให้สารออกฤทธิ์ต่างๆ ที่ช่วยในการลดอนุมูลอิสระ ช่วยในการป้องกันโรค คนเราเมื่อกินได้ ขับถ่ายได้ นอนหลับ เป็น 3 ปัจจัยหลักที่สำคัญ ที่จะทำให้เรามีสุขภาพดี


ส่วนผสม:น้ำพริกมะขามสดผัด (ใส่หมู)

- มะขามสดอ่อนขูดผิว 30 ฝัก
- พริกขี้หนูเด็ดก้านบุบพอแตก 22 เม็ด
- กระเทียมปอกเปลือกหั่นหยาบ 3 ช้อนโต๊ะ
- กะปิ (เผาไฟ) 2 ½ ช้อนโต๊ะ
- น้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะ
- หมูสับ ½ ถ้วยตวง
- กุ้งแห้งป่น 4 ช้อนโต๊ะ
- น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลปี๊บ 1/3 ถ้วยตวง ผักสด
- แตงกวา หั่นเป็นแว่น 350 กรัม
- ถั่วฝักยาว หั่นเป็นท่อน 120 กรัม
- ขมิ้นขาว หั่นเป็นแว่น 150 กรัม
- ถั่วพูอ่อน หั่นเป็นชิ้น 130 กรัม
- สายบัว หั่นเป็นท่อน 170 กรัม

วิธีทำน้ำพริกมะขามสดผัด (ใส่หมู)

1. นำมะขามสดมาขูดเปลือก ล้างน้ำ พักไว้ แล้วนำมาโขลก ตักใส่ภาชนะแยกไว้

2. นำกะปิ กระเทียม โขลกให้ละเอียด ใส่พริกขี้หนู มะขามที่โขลกแล้ว กุ้งแห้งป่น มาโขลกให้เข้ากัน

3. ใส่น้ำมันในกะทะ ตั้งไฟให้ร้อน ใช้ไฟอ่อน ๆ ใส่น้ำพริกที่โขลกสำเร็จผัดให้หอม ใส่หมูสับผัดจนสุก ใส่น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา ผัดให้ทั่วจนน้ำพริกแห้ง (ใช้เวลาในการผัด 10 นาที)

4. ตักใส่ถ้วย รับประทานกับผักสด และเครื่องแนม


ผักที่รับประทาน
แตงกวา ถั่วฝักยาว ขมิ้นขาว ถั่วพูอ่อน สายบัว


เครื่องแนม
ปลาทูทอด ปลาสลิดทอด ปลาเค็มทอด ปลาช่อนแห้งทอด เนื้อเค็มทอด

เคล็ดลับความอร่อย

1. มะขามสดควรเป็นมะขามฝักอ่อน ๆ ที่ยังไม่มีเมล็ด เมื่อนำมาโขลกเป็นน้ำพริก เนื้อมะขามจะอ่อนนุ่ม ไม่เป็นกากแข็ง

2. น้ำพริกมะขามสดผัด (ใส่หมู) สามารถเก็บได้นาน

3. กะปินำไปห่อใบตองเผาไฟให้หอมก่อนนำมาโขลกกับกระเทียม และส่วนผสมอื่น ๆ



ข้อมูลคุณค่าโภชนาการโดย...ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมศรี เจริญเกียรติกุล
วิทยากรการปรุงอาหาร...อทิตดา บุญประเดิม

แกงป่าปลาช่อนนา

แกงป่าปลาช่อนนา เป็นแกงที่ไม่ใส่กะทิ คำว่าแกงป่า ทำให้เรานึกถึงวิธีการปรุงที่ไม่ยุ่งยาก มีผักสมุนไพรนานาชนิด  เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ สำหรับปลาช่อนที่ใช้ในการปรุงแกงป่าควรเป็นปลาช่อนจากแหล่งธรรมชาติมากกว่าปลาช่อนเลี้ยง  เพราะจะให้รสชาติที่ดีกว่า



คุณค่าอาหารทางโภชนาการ
         เวลาเราพูดถึงแกงป่า   เรามักจะนึกถึงอาหารอะไรที่ทำง่ายๆ  เพราะว่ามีการเล่าต่อกันมาว่า คนในอดีต เวลาเข้าป่าแล้วนึกอยากจะรับประทานอะไร ก็ทำอะไรที่ง่ายๆ ก็คือตั้งหม้อแล้วก็หาพริก หาสมุนไพรที่มีอยู่หาได้ในป่า โยนลงไปในหม้อ แกงป่าจึงประกอบด้วยผักต่างๆ หลากหลายชนิด อาหารชนิดนี้เมื่อรับประทานก็จะได้ประโยชน์จากผักและสมุนไพรล้วนๆ ก็คือได้ใยอาหารที่ช่วยในเรื่องของระบบขับถ่าย ช่วยในการขับสารพิษออกจากร่างกาย ช่วยในการลดไขมัน หรือถ้าหากบางครั้งเราใช้ผักบางอย่างเช่น มะเขือเปราะ มะเขือพวงเข้าไปด้วย ก็สามารถช่วยลดน้ำตาลหรือทำให้น้ำตาลดูดซึมได้ช้าลง เหล่านี้ก็คือประโยชน์หลักๆ ของการบริโภคพืชผักสมุนไพรมากๆ ที่สำคัญถ้าหากไม่สามารถรับประทานรสเผ็ด ก็อย่าปรุงให้เผ็ด เพราะถ้าหากร่างกายของเราไวต่อความเผ็ด มันก็อาจจะทำให้เกิดผลเสียก็คือ ทำให้เยื่อบุทางเดินอาหารระคายเคืองมาก ก็จะเกิดอาการท้องเสีย  อาหารที่รับประทานเข้าไปแทนที่จะได้ประโยชน์ก็กลับมาเป็นโทษแทน ถึงแม้พริกจะมีประโยชน์มากก็ตาม แต่ในเรื่องของความเผ็ดร้อนของพริกก็เป็นเรื่องที่เราต้องระมัดระวังในระดับหนึ่ง เพราะว่าความเผ็ดร้อนนั้น จะช่วยในเรื่องของการขับเหงื่อ ช่วยในการเร่งการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย  ดังนั้น คนที่รับประทานอาหารรสเผ็ดบ่อยๆ มากๆ ส่วนใหญ่ร่างกายจะเผาผลาญพลังงานได้ดี นอกจากนี้สารแคปไซซินที่อยู่ในพริกที่ให้รสเผ็ด ก็ยังมีรายงานว่า สามารถช่วยในเรื่องของการป้องกันโรคบางชนิด เช่น ลดการดูดซึมน้ำตาลได้ หรือช่วยในเรื่องของการป้องกันการอักเสบ เพราะฉะนั้น แกงป่าก็เป็นตัวแทนของอาหารที่มีพริกเป็นส่วนประกอบหลัก แต่ถ้าทานเผ็ดได้น้อยก็อย่าใส่พริกมากเกินไป ก็หวังว่าอาหารจานนี้ จะเป็นอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ถ้าหากเรารู้จักรับประทานในลักษณะที่เหมาะสมกับตัวเราและคนในครอบครัว

ส่วนผสม:เครื่องน้ำพริก

- พริกขี้หนูแห้ง 25 กรัม
- หัวหอม 25 กรัม
- กระเทียม 25 กรัม
- ข่า ½ ช้อนชา
- ตะไคร้ 15 กรัม
- ผิวมะกรูด ½ ช้อนชา
- รากผักชี ½ ช้อนโต๊ะ
- พริกไทย 1 ช้อนชา
- กะปิ ½ ช้อนโต๊ะ
- เกลือ ½ ช้อนชา
- ลูกผักชีคั่วป่น 1 ช้อนโต๊ะ
- ยี่หร่าคั่วป่น 1 ช้อนชา
- ข้าวสารแช่น้ำโขลก 2 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสม:เครื่องปรุง

- น้ำ 5 ถ้วยตวง
- ปลาช่อนนา ½ กิโลกรัม
- มะเขือเปราะ(อ่อน) 150 กรัม
- หน่อไม้ 200 กรัม
- ถั่วฝักยาว 150 กรัม
- พริกชี้ฟ้าหั่นยาว 5 เม็ด
- กระชายซอย ½ ถ้วยตวง
- ใบกะเพราเด็ด 1 ถ้วยตวง
- น้ำปลา ¼ ถ้วยตวง
- น้ำมันถั่วเหลือง (ผัดน้ำพริกแกง) ¼ ถ้วยตวง

วิธีทำแกงป่าปลาช่อนนา

1. โขลกพริกไทยให้ละเอียดใส่รากผักชี ข่า ผิวมะกรูด ตะไคร้ โขลกละเอียด ใส่พริกแห้ง เกลือป่น โขลกรวมกัน ใส่กระเทียม หัวหอมโขลก กะปิ ลูกผักชีคั่วป่น ยี่หร่าคั่วป่นโขลกจนละเอียด พักไว้
2. หั่นเนื้อปลาเป็นชิ้นๆ
3. ล้างผักให้สะอาด ผ่าเมะเขือเปราะเป็น 4 ชิ้น แช่น้ำไว้ หั่นหน่อไม้ถั่วฝักยาวเป็นท่อนขนาด 1 นิ้ว พักไว้
4. ผัดน้ำพริกในน้ำมันผัดให้หอม ใส่น้ำตั้งไฟให้เดือด ใส่หน่อไม้ มะเขือเปราะ ถั่วฝักยาว พอผักสุกใส่เนื้อปลาช่อน พริกชี้ฟ้า ปรุงรสด้วยน้ำปลาใส่ใบกะเพรา ยกลง



ข้อมูลคุณค่าโภชนาการโดย...ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมศรี เจริญเกียรติกุล
วิทยากรการปรุงอาหาร...อทิตดา บุญประเดิม

แกงขี้เหล็กหมูย่าง

แกงขี้เหล็กหมูย่าง เป็นแกงกะทิยอดนิยมในครัวไทยสมัยก่อน ตามภูมิปัญญาไทยทราบว่า ขี้เหล็กมีสรรพคุณทางยามากมาย ทั้งเป็นยาระบายอ่อนๆ มีสารช่วยผ่อนคลายช่วยคลายความเครียด ทำให้หลับสบายส่วนของดอกขี้เหล็กแก้หืด รักษารังแค นอกจากนี้ขี้เหล็กยังมีสารเบต้าแคโรทีน และมีวิตามินซีสูงอีกด้วย ขี้เหล็กมีรสขม แต่รสขมของขี้เหล็กก็เป็นเสน่ห์หรือเอกลักลักษณ์ แล้วยังมีสรรรพคุณต่างๆ ต่อสุขภาพ




คุณค่าอาหารทางโภชนาการ
       แกงขี้เหล็กเป็นแกงที่มีลักษณะเฉพาะตัวก็คือ เราสามารถนำใบขี้เหล็ก  ยอด รวมถึงดอกมาทำอาหาร ขี้เหล็กจะมีรสขม เพราะฉะนั้นเวลาจะนำมาทำอาหารเราจึงต้องเอาไปต้มน้ำทิ้งหลายๆ รอบ อีกประการหนึ่งคือแกงนี้มีการใช้กะทิเพราะกะทิที่ใส่เข้าไปจะช่วยตัดรสขม

       ประโยชน์ของขี้เหล็ก ขี้เหล็กเป็นพืชพักสมุนไพรที่มีสารบางอย่างที่ช่วยในเรื่องช่วยทำให้เรานอนหลับสบาย เป็นยาระบายอ่อนๆ เพราะฉะนั้นนอกจากหลับสบาย แล้วก็ขับถ่ายปกติ ทำให้สุขภาพดี แกงขี้เหล็กหมูย่างจึงเป็นอาหารเมนูหนึ่งที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่ค่อนข้างสมบูรณ์แล้วก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ที่ควรจะนำมาบริโภคให้สม่ำเสมอ เพราะนอกจากจะเป็นผลดีต่อสุขภาพแล้ว ยังเป็นการช่วยอนุรักษ์อาหารไทยโบราณของเราให้คงอยู่




ส่วนผสม:เครื่องน้ำพริก

- พริกแห้ง (แช่น้ำให้นิ่ม) 25 กรัม
- หัวหอม 25 กรัม
- กระเทียม 25 กรัม
- ข่า 1 ช้อนชา
- ตะไคร้ 15 กรัม - กระชาย 125 กรัม
- พริกไทย 10 เม็ด
- รากผักชี ½ ช้อนโต๊ะ
- เกลือ ½ ช้อนโต๊ะ
- กะปิ ½ ช้อนโต๊ะ เครื่องปรุง
- เนื้อหมูสะโพก ½ กิโลกรัม
- ใบและดอกขี้เหล็ก 3 ถ้วยตวง
- ปลาอินทรีย์เค็มย่าง 40 กรัม
- หัวกะทิ 1 ½ ถ้วยตวง
- หางกะทิ 3 ถ้วยตวง
- น้ำปลา ¼ ถ้วยตวง
- น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำแกงขี้เหล็กหมูย่าง

1. โขลกพริกไทย รากผักชี ข่า ตะไคร้ ให้ละเอียด ใส่พริกแห้ง เกลือ กระเทียมหัวหอม กะปิโขลกจนละเอียดพักไว้
2. ต้มปลาอินทรีย์เค็มที่ย่างแล้ว ใส่น้ำ 3/4 ถ้วย ตั้งไฟให้เดือด แล้วกรองเอาแต่น้ำ
3. ต้มใบและดอกขี้เหล็กให้สุก เทน้ำทิ้งแล้วต้มใหม่อีกครั้ง ต้มให้นิ่ม บีบน้ำออกให้หมด หั่นพอ หยาบ ๆ พักไว้
4. หั่นเนื้อหมู ชิ้นโตๆ 3 - 4 ชิ้น ย่างให้สุก นำมาหั่นชิ้นบางๆ ตามขวาง
5. เคี่ยวหัวกะทิให้แตกมัน นำน้ำพริกลงผัดให้หอมและแตกมัน ใส่หมูย่างลงผัดให้เข้ากัน ตักใส่หม้อ
6. เติมหางกะทิตั้งไฟให้เดือด ใส่ขี้เหล็ก ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล พอเดือดชิมรส สุกยกลง



ข้อมูลคุณค่าโภชนาการโดย...ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมศรี เจริญเกียรติกุล
วิทยากรการปรุงอาหาร...อทิตดา บุญประเดิม